เครื่องมือหนึ่งที่เราใช้วิเคราะห์เครือข่าย TCP/IP และ Protocol อื่นๆได้คือ Network Monitor ซึ่งเราิติดตั้งเพิ่มได้จาก Add or Remove ProgramsNetwork Monitor คืออะไรคือซอฟต์แวร์ที่ใช้วิเคราะห์เครือข่าย มีหน้าที่สรุปได้ดังนี้- จับเฟรมจากเครือข่ายโดยตรง- แสดง และกรองเฟรมที่จับมาได้ หลังจากที่จับ หรือเวลาต่อมา- แก้ไขเฟรมที่จับ และส่งไปยังเครือข่าย (สำหรับเวอร์ชั่นเต็ม)- จับเฟรมจากเครื่องอื่นๆ (สำหรับเวอร์ชั่นเต็ม)Network Monitor มีสองเวอร์ชั่น ซึ่งดูรายละเอียดในตารางหน้าที่ Basic Full
จับเฟรม ที่ติดต่อเข้ามาในเครื่องนั้นๆ ทุกอุปกรณ์ในเครือข่าย
จับเฟรมทางไกล ไม่ได้ ได้
พิจารณาแบนด์วิดช์ที่ใช้สูงสุด ไม่ได้ ได้
พิจารณาการใช้แบนด์วิดช์ ไม่ได้ ได้
พิจารณาอุปกรณ์ router ไม่ได้ ได้
แก้ปัญหาชื่ออุปกรณ์กับ MAC address ไม่ได้ ได้
แก้ไข และส่งการจราจรใหม่ ไม่ได้ ได้
การเปิดส่วนประกอบของ Network Monitorเครื่องมือนี้อยู่ใน Administrative Tools เราสามารถที่ติดตั้งผ่าน Add/Remove Windows Components > Management and Monitoring Toolsโดยปกติเมื่อติดตั้ง Network Monitor จะติดตั้ง Network Monitor drivers ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งรองรับใน Windows Server 2003/XP Professional/Windows 2000เราต้องล็อกออนด้วยสิทธิ Administrators จึงจะสามารถติดตั้งส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้ได้
Network Monitor ทำงานอย่างไรโปรแกรมนี้จะตามเครือข่ายที่ส่งเป็นข้อมูลต่อเนื่อง และนำข้อมูลต่างๆเหล่านี้แบ่งเป็นเฟรม ซึ่งจะได้- Source address ที่ส่ง- Destination address ที่รับ- ข้อมูลของ Header ตามแต่ละข้อตกลง- ข้อมูลที่ส่งไปยังเครื่องปลายทางโดยการเก็บข้อมูลลงบัฟเฟอร์นี้เรียก Data captureจำนวนข้อมูลที่ส่งสามารถที่นำมากรอง เหมือนกับการค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูล
เริ่มต้นของจากตรวจจับข้อมูลจะต้องพิจารณาขาที่ต้องการตรวจสอบ โดยค่าที่แสดงจะเป็น Network Interface ซึ่งภายในจะมี MAC address หลังจากนั้นถ้าต้องการจับข้อมูลให้คลิก Start Capture ก็จะมีการแสดงหน้าจอสรุปให้อยู่สี่แถบคือ- Graph
- Session Statistics
- Station statistics
- Total statistics
เมื่อจับข้อมูลได้แล้วเราสามารถที่จะเรียกคำสั่ง- Pause
- Stop capture
- Stop and View capture
- display captured data
ซึ่งถ้าเราเรียก View เราสามารถที่วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยแบ่งแถบเป็น 3 แถบคือ- Summary pane เป็นแถบที่แสดงข้อมูลสรุปมี Frame, Time, Source MAC address, Destination MAC address, Protocol, Description, Source other address, Destination other address- Details pane เป็นการแสดงข้อมูลแบ่งเป็นลำดับชั้น ตัวเลขค่าที่แสดงเป็นเลขฐานสิบหก- Hexadecimal pane เป็นข้อมูลที่แสดงเป็นเลขฐานสิบหก ใช้สำหรับผู้พัฒนาโปรแกรมดูข้อมูลในโปรโตคอลเครือข่าย
การดูข้อมูลในเฟรมสิ่งหนึ่งที่ผู้วิเคราะห์เครือข่ายต้องมีความรู้อย่างดีคือเรื่องของ OSI Model และ TCP/IP stackเรานิยมเข้าไปดูใน Details pane ซึ่งแบ่งเป็นลำดับชั้นตามมาตรฐานของ OSI model ถ้าเราต้องการดูในระดับ Transport จะดูที่ UDP หรือ TCP เป็นต้นเราต้องการที่เพิ่มรายการใน Network Monitor สามารถที่จะทำได้โดยไปที่ Windows\System32\Netmon\Parsers ซึ่งจะมี .dll อยู่ และใส่ Parser และ Protocol ใหม่ใน Parser.ini ซึ่งเก็บใน Windows\System32\Netmon โดยปกติจะมีกว่า 20 รายการ
วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
การติดตั้ง และกำหนดค่าติดตั้ง TCP/IP
โดยดีฟอลท์ TCP/IP จะถูกติดตั้งให้อัตโนมัติอยู่แล้ว เราสามารถเลือกกำหนดตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการได้ วิธีการตรวจสอบสามารถที่เข้าไปดูใน Network connections และเลือกการ์ดที่เหมาะสม และเข้าไปกำหนด Internet Protocol (TCP/IP) ซึ่งถ้าเราเลือกเป็น Obtain an IP address automatically ก็จะได้รับหมายเลขจาก DHCP หรือ APIPA หรือค่าที่กำหนด alternate configurationหรือถ้ากำหนดด้วยมือต้องมีความเข้าใจใน IP Address, Subnet Mask, และ Default Gateway
การแบ่ง Subnetting และ Supernetting
ในการรับหมายเลข IP Address จาก IANA หรือ ISP ผู้ได้รับหมายเลขสามารถที่แบ่งเครือข่ายย่อยลงไปอีกได้ ขนาดเครือข่ายที่ไม่สามารถรองรับได้ตามกายภาพจริงตัวอย่างเช่นได้คลาส A มี Host ID ถึง 16 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ต่อกายภายในเครื่องจำนวนดังกล่าว ผู้บริหารเครือข่ายต้องแบ่งเครือข่ายย่อยๆออกมาเรียกว่า Subnetting สิ่งที่ใช้แบ่งคือ Subnet Maskการสไลด์บิตถ้าย้ายไปด้านขวาเรียกว่า Subnetting ถ้าย้ายไปด้านซ้ายเรียกว่า Supernetting
บอกถึงการแบ่ง Network ID คือหมายเลขที่ได้รับ Class จริง, Subnet คือการสไลด์บิตที่ได้แบ่งเป็นเครือข่ายย่อย, Host ID คือหมายเลขเครื่องที่ถูกเพิ่ม หรือลดจากการแบ่ง Subnet การแปลง Subnet Mask ไปเป็นดอตเลขฐานสิบโดยทั่วไปถ้าใช้ครบออกเตตก็จะแปลงได้ดังนี้ 11111111 11111111 11111111 00000000 -> 255.255.255.0 ในกรณีที่แบ่งไม่ครบออกเตตจะแปลงได้ดังนี้ 11111111 11111111 11110000 00000000 -> 255.255.240.0การทำงานกับ Subnetในการกำหนด Subnet Ids จะพิจารณาแยกตัวอย่างเช่น 129.100.0.0 แบ่งเป็น 4 Subnets
โดยทั่วไปจะเป็น 129.100.0.0 เป็นคลาส B Subnet Mask เป็น 255.255.0.0 ถ้าแบ่งครบ Octets จะได้เป็น 255.255.255.0 มี 256 Network ID และ แต่ละ Network ID คือ 254 Host Ids ดังนั้นถ้าต้องการแบ่งเป็น 4 Network ID จะต้องใช้เป็น 11111111 1111111 11111111 11100000 หรือคือ 255.255.255.224 โดยมี Network ID การแบ่ง Subnet Mask ในคลาส C ตัวอย่างคือ 212.114.32.0 มีการแบ่ง Subnet ID 0.0.0.96 ซึ่งมี HostID 0.0.0.17 ดังนั้น IP Address คือ 212.114.32.113ีการแบ่ง Subnet สามาถแบ่งได้ตั้งแต่คลาส A, B, และ CVariable Length Subnet Mask (VLSM)ใช้กรณีที่แบ่ง Subnet Mask ที่ไม่จำเป็นที่ต้องเท่ากันทุก Network นิยมแบ่งใน ISP ตัวอย่างเช่นได้คลาส 203.149.1.0/24 (24 บิต)แบ่งเครือข่ายแรก203.149.1.0/28 (255.255.255.240) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.1- 14 0 เป็น Network, 15 เป็น Broadcast 203.149.1.16/30 (255.255.255.248) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.17-22 16 เป็น Network, 23 เป็น Broadcast203.149.1.24/33 (255.255.255.252) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.25-26 24 เป็น Network, 27 เป็น Broadcast203.149.1.28/33 (255.255.255.252) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.29-30 28 เป็น Network, 31 เป็น BroadcastClassless Internet Domain Routing (CIDR)ในการรวมคลาสต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อติดต่อใน Network ทั้งหมด เช่น ISP ติดต่อกับหลาย Network Class C ขององค์กรลูกค้า จะใช้การรวม Network ID ด้วยกัน เรียกว่า CIDR หรือเรียกว่า Supernetting ตัวอย่างเช่น 204.21.128.0 เป็นค่า Network ที่กำหนด ISP มี Subnet Mask เป็น 255.255.128.0 หรือเขียนเป็น 204.21.128.0/17
บอกถึงการแบ่ง Network ID คือหมายเลขที่ได้รับ Class จริง, Subnet คือการสไลด์บิตที่ได้แบ่งเป็นเครือข่ายย่อย, Host ID คือหมายเลขเครื่องที่ถูกเพิ่ม หรือลดจากการแบ่ง Subnet การแปลง Subnet Mask ไปเป็นดอตเลขฐานสิบโดยทั่วไปถ้าใช้ครบออกเตตก็จะแปลงได้ดังนี้ 11111111 11111111 11111111 00000000 -> 255.255.255.0 ในกรณีที่แบ่งไม่ครบออกเตตจะแปลงได้ดังนี้ 11111111 11111111 11110000 00000000 -> 255.255.240.0การทำงานกับ Subnetในการกำหนด Subnet Ids จะพิจารณาแยกตัวอย่างเช่น 129.100.0.0 แบ่งเป็น 4 Subnets
โดยทั่วไปจะเป็น 129.100.0.0 เป็นคลาส B Subnet Mask เป็น 255.255.0.0 ถ้าแบ่งครบ Octets จะได้เป็น 255.255.255.0 มี 256 Network ID และ แต่ละ Network ID คือ 254 Host Ids ดังนั้นถ้าต้องการแบ่งเป็น 4 Network ID จะต้องใช้เป็น 11111111 1111111 11111111 11100000 หรือคือ 255.255.255.224 โดยมี Network ID การแบ่ง Subnet Mask ในคลาส C ตัวอย่างคือ 212.114.32.0 มีการแบ่ง Subnet ID 0.0.0.96 ซึ่งมี HostID 0.0.0.17 ดังนั้น IP Address คือ 212.114.32.113ีการแบ่ง Subnet สามาถแบ่งได้ตั้งแต่คลาส A, B, และ CVariable Length Subnet Mask (VLSM)ใช้กรณีที่แบ่ง Subnet Mask ที่ไม่จำเป็นที่ต้องเท่ากันทุก Network นิยมแบ่งใน ISP ตัวอย่างเช่นได้คลาส 203.149.1.0/24 (24 บิต)แบ่งเครือข่ายแรก203.149.1.0/28 (255.255.255.240) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.1- 14 0 เป็น Network, 15 เป็น Broadcast 203.149.1.16/30 (255.255.255.248) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.17-22 16 เป็น Network, 23 เป็น Broadcast203.149.1.24/33 (255.255.255.252) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.25-26 24 เป็น Network, 27 เป็น Broadcast203.149.1.28/33 (255.255.255.252) โฮสต์ที่เป็นได้ 203.149.1.29-30 28 เป็น Network, 31 เป็น BroadcastClassless Internet Domain Routing (CIDR)ในการรวมคลาสต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อติดต่อใน Network ทั้งหมด เช่น ISP ติดต่อกับหลาย Network Class C ขององค์กรลูกค้า จะใช้การรวม Network ID ด้วยกัน เรียกว่า CIDR หรือเรียกว่า Supernetting ตัวอย่างเช่น 204.21.128.0 เป็นค่า Network ที่กำหนด ISP มี Subnet Mask เป็น 255.255.128.0 หรือเขียนเป็น 204.21.128.0/17
เข้าใจเกี่ยวกับ IP Address
2.2 เข้าใจเกี่ยวกับ IP Address
ใน TCP/IP จะมีกลไกในการแม็บกับค่า MAC Address ที่ติดต่อเรียกขั้นตอนนี้ว่า Address Resolution Protocol (ARP) ซึ่งจะมีการสร้างตาราง ARP ที่แม็บ Logical Address (IP Address) กับ Mac address ขั้นตอนในการติดต่อ1. ถ้าตำแหน่งที่ติดต่ออยู่ใน Network segment เดียวกันระบบสามารถที่จะส่งจาก Source และ Destination ได้โดยตรง2. แต่ถ้า Destination อยู่ต่างที่กันระบบจะทำงานดังนี้a. ข้อมูลส่งไปที่ gateway โดยใช้ ARP ตาราง ARP Cached จะบันทึก MAC address กับ IP Address ของ Routerb. ในข้อมูลจะส่งผ่านโดยดูใช้ชั้นที่สูงขึ้นคือ Internet แสดงส่งข้อมูลโดยพิจารณาจาก Routing Tablec. เมื่อผ่าน Router ไปถึงเป้าหมายก็จะส่งในขา Router นั้นไปที่เป้าหมายที่ต้องการในการส่งข้อมูลนี้จะต้อง- ระบุเครื่องบนเครือข่าย- ต้องมีการกำหนด Gateway ที่ Router- อุปกรณ์ที่ใช้ต่างกันจะต้องมี Router ในการส่งข้าม เช่น Token Ring กับ Ethernet หรือ LAN กับ WAN- มีการแปลง Logical IP Address ของ Destination network ไปเป็น Physical address ของเครื่องที่ติดต่อการส่งข้อมูลระบบสามารถใช้ IP กับ ARP ในชั้น Internet และสามารถที่ใช้ ICMP protocol ในการตรวจสอบปัญหา และแก้ปัญหาInternet ProtocolIP Protocol เป็นอิสระกับฮาร์ดแวร์ที่มีความสลับซับซ้อน สามารถที่ Route ข้ามเครือข่ายหมายเลขจะต้องมีหมายเลขเดียวในเครือข่ายเลขที่ใช้คือเลขฐาน 10 สี่ตัว มีการแยก Network ID กับ Host ID ฟิลด์ IP Header (มาตรฐาน RFC 791)- Version ระบุว่าเป็นเวอร์ชั่น 4 หรือ 6 เช่น 0100 เป็นเวอร์ชั่น 4- Internet Header Length (IHL) ใช้ 4 บิตในการบอกความยาวของ IP header - Type of Service โดยทั่วไปเป็น Normal- Total Length
- Identification ใช้ร่วมกับ Flags และ Fragment Offset ถ้ามีการแตกข้อมูลหมายเลข ID ต้องตรงกัน- Flags เป็นการระบุว่าข้อมูลนี้มีอีกหรือไม่ - Fragment Offset เป็นการระบุตำแหน่งใช้ในการรวมข้อมูล- Time to Live เป็นค่าที่ใช้ลดปัญหาแพ็ตเกจข้อมูลขยะ- Protocol ถ้าเป็น ICMP หมายเลขคือ 1, TCP คือ 6, UDP คือ 17- Header Checksum ใช้ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล- Source IP Address
- Destination IP Address
- IP Options
- Padding
- IP Data payload
IP Addressingมีการแบ่งดังนี้Address Class หมายเลขของออกเตตแรก บิตที่จอง (จากบิตแรก) Subnet Mask จำนวน Networks จำนวน Hosts
A 0-126 0 255.0.0.0 126 256*256*256 - 2
B 128-191 10 255.255.0.0 256*64 256*256-2
C 192-223 110 255.255.255.0 32*256*256 254
D 224-239 1110 255.255.255.240 จองสำหรับ Multicast
E 240-248 11110 255.255.255.248 จองไว้ไม่ได้ใช้
หมายเหตุ *127 ไม่ใช้เพราะเป็น Local Loopbackหมายเลข IP แบ่งเป็น Public IP Address กับ Private IP Addressโดยทั่วไปเป็น IP สาธารณะ องค์กรที่กำหนดหมายเลขหรือให้กลุ่มหมายเลขที่ไม่ซ้ำกัน IANA (Internet Assigned Numbers Authority)แบ่งออกเป็น 4 ย่านคือ- APNIC
- ARIN
- LACNIC
- RIPE
และ IP Address ที่อยู่ช่วงนี้10.0.0.0-10.255.255.255, 172.16.0.0-172.31.255.255, 192.168.0.0- 192.168.255.255, 169.254.0.0- 169.254.255.255
เป็น IP ส่วนตัวคลาส D และ Eในการสื่อสาร TCP/IP เป็นการติดต่อจาก Host-to-Host ถ้าเป็นคลาส D จะเป็นการติดต่อแบบ Multicast ดูตารางด้านบนควบคู่กัน หมายเลข IP พิเศษในบิต 255 จะเป็นการบรอดคลาสเช่น Network ID 129.152 มีการบรอดคลาสโดยใช้ 129.152.255.255ถ้าเป็น 255.255.255.255 เป็นการบรอดคลาสทั้ง Network และ 127, 10, 172, 192.168, 169.254 ดูด้านบนเป็น Private IP127.x.x.x เป็น Local Loopback255.255.255.255 เป็นบรอดคลาส10.x.x.x เป็น Private Class A172.16.x.x-172.31.x.x เป็น Private Class B192.168.x.x เป็น Private Class C
169.254.x.x ใช้เป็น AutoPrivate IP Address 0.0.0.0 บอกถึง Network ทั้งหมด
วิธีตรวจสอบ IP Addressเราสามารถกำหนด IP Address ได้แบบต่างๆดังนี้- กำหนดด้วยมือ- กำหนดด้วย DhCP- ใช้แบบ Automatic Private IP Addressing - การกำหนดค่า Alternate configuration เอง คือไม่มี DHCP Server แต่ผู้ดูแลกำหนดเองให้เป็น IP Address ที่ต้องการ
ความเข้าใจเกี่ยวกับ IP addressผู้เรียนพบว่าหมายเลข IP Address แบ่งเป็น 4 ชุด ชุดละ 8 บิต ถูกแปลงจากเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบดังนั้นผู้กำหนด IP Address ต้องมีความเข้าใจในการแปลงเลขฐานสองเป็นฐานสิบ และจากฐานสิบไปเป็นฐานสอง โดยอาจจะใช้เครื่องคิดเลขเข้้าช่วยได้ค่าหมายเลขที่กำหนดแบ่งเป็นสองชุดหลักๆคือ Network ID และ Host ID โดยค่า Subnet mask เป็นตัวแบ่งเครือข่าย เช่น 192.168.2.11 Subnet mask เป็น 255.255.255.0 Network ID คือ 192.168.2.0 ์Host ID คือ 11บางครั้งจะเขียนเป็นจำนวนบิตแทนดังนี้ 192.168.2.11/24 มีความหมายเดียวกันโดยทั่วไปถ้าเป็น Class A, B, C จะมีค่า Subnet Mask ดีฟอลท์อยู่แล้วจากตารางด้านบน แต่ถ้ากำหนดแตกต่างก็มีสิทธิเป็นไปได้เรียกว่าการแบ่ง Subnetting หรือ Supernettingเมื่อพบว่าเครื่องที่ติดต่ออยู่ต่างเครือข่ายกันจะต้องมีการกำหนด default gateway เพื่อเป็นทางออกในการส่งต่อไปยังเครื่องที่อยู่ภายนอก
ใน TCP/IP จะมีกลไกในการแม็บกับค่า MAC Address ที่ติดต่อเรียกขั้นตอนนี้ว่า Address Resolution Protocol (ARP) ซึ่งจะมีการสร้างตาราง ARP ที่แม็บ Logical Address (IP Address) กับ Mac address ขั้นตอนในการติดต่อ1. ถ้าตำแหน่งที่ติดต่ออยู่ใน Network segment เดียวกันระบบสามารถที่จะส่งจาก Source และ Destination ได้โดยตรง2. แต่ถ้า Destination อยู่ต่างที่กันระบบจะทำงานดังนี้a. ข้อมูลส่งไปที่ gateway โดยใช้ ARP ตาราง ARP Cached จะบันทึก MAC address กับ IP Address ของ Routerb. ในข้อมูลจะส่งผ่านโดยดูใช้ชั้นที่สูงขึ้นคือ Internet แสดงส่งข้อมูลโดยพิจารณาจาก Routing Tablec. เมื่อผ่าน Router ไปถึงเป้าหมายก็จะส่งในขา Router นั้นไปที่เป้าหมายที่ต้องการในการส่งข้อมูลนี้จะต้อง- ระบุเครื่องบนเครือข่าย- ต้องมีการกำหนด Gateway ที่ Router- อุปกรณ์ที่ใช้ต่างกันจะต้องมี Router ในการส่งข้าม เช่น Token Ring กับ Ethernet หรือ LAN กับ WAN- มีการแปลง Logical IP Address ของ Destination network ไปเป็น Physical address ของเครื่องที่ติดต่อการส่งข้อมูลระบบสามารถใช้ IP กับ ARP ในชั้น Internet และสามารถที่ใช้ ICMP protocol ในการตรวจสอบปัญหา และแก้ปัญหาInternet ProtocolIP Protocol เป็นอิสระกับฮาร์ดแวร์ที่มีความสลับซับซ้อน สามารถที่ Route ข้ามเครือข่ายหมายเลขจะต้องมีหมายเลขเดียวในเครือข่ายเลขที่ใช้คือเลขฐาน 10 สี่ตัว มีการแยก Network ID กับ Host ID ฟิลด์ IP Header (มาตรฐาน RFC 791)- Version ระบุว่าเป็นเวอร์ชั่น 4 หรือ 6 เช่น 0100 เป็นเวอร์ชั่น 4- Internet Header Length (IHL) ใช้ 4 บิตในการบอกความยาวของ IP header - Type of Service โดยทั่วไปเป็น Normal- Total Length
- Identification ใช้ร่วมกับ Flags และ Fragment Offset ถ้ามีการแตกข้อมูลหมายเลข ID ต้องตรงกัน- Flags เป็นการระบุว่าข้อมูลนี้มีอีกหรือไม่ - Fragment Offset เป็นการระบุตำแหน่งใช้ในการรวมข้อมูล- Time to Live เป็นค่าที่ใช้ลดปัญหาแพ็ตเกจข้อมูลขยะ- Protocol ถ้าเป็น ICMP หมายเลขคือ 1, TCP คือ 6, UDP คือ 17- Header Checksum ใช้ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล- Source IP Address
- Destination IP Address
- IP Options
- Padding
- IP Data payload
IP Addressingมีการแบ่งดังนี้Address Class หมายเลขของออกเตตแรก บิตที่จอง (จากบิตแรก) Subnet Mask จำนวน Networks จำนวน Hosts
A 0-126 0 255.0.0.0 126 256*256*256 - 2
B 128-191 10 255.255.0.0 256*64 256*256-2
C 192-223 110 255.255.255.0 32*256*256 254
D 224-239 1110 255.255.255.240 จองสำหรับ Multicast
E 240-248 11110 255.255.255.248 จองไว้ไม่ได้ใช้
หมายเหตุ *127 ไม่ใช้เพราะเป็น Local Loopbackหมายเลข IP แบ่งเป็น Public IP Address กับ Private IP Addressโดยทั่วไปเป็น IP สาธารณะ องค์กรที่กำหนดหมายเลขหรือให้กลุ่มหมายเลขที่ไม่ซ้ำกัน IANA (Internet Assigned Numbers Authority)แบ่งออกเป็น 4 ย่านคือ- APNIC
- ARIN
- LACNIC
- RIPE
และ IP Address ที่อยู่ช่วงนี้10.0.0.0-10.255.255.255, 172.16.0.0-172.31.255.255, 192.168.0.0- 192.168.255.255, 169.254.0.0- 169.254.255.255
เป็น IP ส่วนตัวคลาส D และ Eในการสื่อสาร TCP/IP เป็นการติดต่อจาก Host-to-Host ถ้าเป็นคลาส D จะเป็นการติดต่อแบบ Multicast ดูตารางด้านบนควบคู่กัน หมายเลข IP พิเศษในบิต 255 จะเป็นการบรอดคลาสเช่น Network ID 129.152 มีการบรอดคลาสโดยใช้ 129.152.255.255ถ้าเป็น 255.255.255.255 เป็นการบรอดคลาสทั้ง Network และ 127, 10, 172, 192.168, 169.254 ดูด้านบนเป็น Private IP127.x.x.x เป็น Local Loopback255.255.255.255 เป็นบรอดคลาส10.x.x.x เป็น Private Class A172.16.x.x-172.31.x.x เป็น Private Class B192.168.x.x เป็น Private Class C
169.254.x.x ใช้เป็น AutoPrivate IP Address 0.0.0.0 บอกถึง Network ทั้งหมด
วิธีตรวจสอบ IP Addressเราสามารถกำหนด IP Address ได้แบบต่างๆดังนี้- กำหนดด้วยมือ- กำหนดด้วย DhCP- ใช้แบบ Automatic Private IP Addressing - การกำหนดค่า Alternate configuration เอง คือไม่มี DHCP Server แต่ผู้ดูแลกำหนดเองให้เป็น IP Address ที่ต้องการ
ความเข้าใจเกี่ยวกับ IP addressผู้เรียนพบว่าหมายเลข IP Address แบ่งเป็น 4 ชุด ชุดละ 8 บิต ถูกแปลงจากเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบดังนั้นผู้กำหนด IP Address ต้องมีความเข้าใจในการแปลงเลขฐานสองเป็นฐานสิบ และจากฐานสิบไปเป็นฐานสอง โดยอาจจะใช้เครื่องคิดเลขเข้้าช่วยได้ค่าหมายเลขที่กำหนดแบ่งเป็นสองชุดหลักๆคือ Network ID และ Host ID โดยค่า Subnet mask เป็นตัวแบ่งเครือข่าย เช่น 192.168.2.11 Subnet mask เป็น 255.255.255.0 Network ID คือ 192.168.2.0 ์Host ID คือ 11บางครั้งจะเขียนเป็นจำนวนบิตแทนดังนี้ 192.168.2.11/24 มีความหมายเดียวกันโดยทั่วไปถ้าเป็น Class A, B, C จะมีค่า Subnet Mask ดีฟอลท์อยู่แล้วจากตารางด้านบน แต่ถ้ากำหนดแตกต่างก็มีสิทธิเป็นไปได้เรียกว่าการแบ่ง Subnetting หรือ Supernettingเมื่อพบว่าเครื่องที่ติดต่ออยู่ต่างเครือข่ายกันจะต้องมีการกำหนด default gateway เพื่อเป็นทางออกในการส่งต่อไปยังเครื่องที่อยู่ภายนอก
เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP
หน้าแรก | สารบัญ | ภาพรวม | แสดงไอค่อน
Network Infrastructure (70-291)
ขอข้อมูลเพิ่มติดต่อ information@itcompanion.co.th
หน้าแรก
1. เข้าใจเกี่ยวกับเครือข่าย Wi...
2. เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP
2.1 เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP
2.2 เข้าใจเกี่ยวกับ IP Address
2.3 การแบ่ง Subnetting และ Sup...
2.4 การติดตั้ง และกำหนดค่าติดต...
2.5 ปฏิบัติการกำหนดค่าติดตั้ง ...
3. เฝ้าดู และการแก้ปัญหาการเชื...
4. กำหนดค่า DNS Server และ Cli...
5. การวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน ...
6. เฝ้าดู และการแก้ปัญหา DNS
7. กำหนดค่า DHCP Servers และ C...
8. เฝ้าดู และการแก้ปัญหา DHCP
9. การหาเส้นทางใน Windows Serv...
10. การกำหนดค่า และการจัดการ R...
11. การจัดการ Network Security
12. การบำรุงรักษาโครงสร้างพื้น...
หน้าแรก > 2. เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP > 2.1 เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP ก่อนหน้า ต่อไป
2.1 เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP
TCP/Ip เป็นโปรโตคอลพื้นฐานที่ใช้งานบน Windows networks และ Internet โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ลำดับชั้นคือApplication
Transport
Internet
Network Interface
ส่วนประกอบที่ทำงานใน TCP/IP คือชั้น Transport และ Internetการติดต่อ TCP/IP ในการวิ่งข้ามเครือข่ายระบบจะใช้การสร้างแพ็คเกจใหม่เมื่อมีการติดต่อ (ไม่ต้องสนใจอุปกรณ์ สนใจแต่ข้อมูล) การทำงานของ TCP/IP เป็นลำดับชั้นดูในตารางด้านล่างแบ่งการทำงานออกเป็นลำดับชั้น 4 ชั้นดังนี้Application รองรับการทำงาน การแก้ปัญหา เช่น File Transfer, Remote Control, Internet activities
Transport เป็นผู้รับผิดชอบ Flow Control, Error Control, Acknowledgement
Internet รองรับหมายเลขที่กำหนดเอง (Logical Address) เป้าหมายคือการติดต่อให้ถึงกับเครื่องที่ต้องการ ซึ่งจะมี Logical Address ที่จะแม็บกับ Physical Address
Network Access รองรับการต่อเชื่อมกับอุปกรณ์กายภาพ มีการกำหนดรูปแบบของข้อมูล และ Physical Address, รองรับ Error control ที่ส่งในเครือข่าย Physical
ในการติดต่อระดับ Application เมื่อมีการส่งข้อมูลลงมาจะมีการปะ Header ในแต่ละลำดับชั้น ผู้รับเมื่อได้รับข้อมูลก็จะทำการตรวจ Header และนำ Header ออกในแต่ละลำดับชั้นเพื่อดึงข้อมูลที่ติดต่อจริงๆTCP/IP กับ OSI Modelมาตรฐานการสื่อสารแบ่งเป็น 7 ชั้นซึ่งเรียกว่า Open System Interconnection (OSI) Model ในมาตรฐาน TCP/IP ก็ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับ OSI ซึ่งมีรูปเปรียบเทียบดังนี้TCP/IP Stack OSI Model
Application Application
Presentation
Session
Transport Transport
Internet Network
Network Access Data Link
Physical
- Physical เป็นการส่งข้อมูลในระดับสัญญาณไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้- Data Link เป็นชั้นเชื่อมต่อข้อมูลกับการส่งข้อมูลทางไฟฟ้า ซึ่งจะมีการกำหนด Logical Link หรือที่เราใช้คำว่า Frame เช่นแปลงเลขฐาน 2 ให้เป็น Start frame หรือ End of frame- Network รองรับ Logical Addressing และการ Routing- Transport ควบคุมข้อมูลทั้ง Error, และ Flow - Session บอกถึงเทคนิคการติดต่อ เช่น Simplex, Half Duplex, Full Duplex- Presentation แปลงข้อมูลในมาตรฐาน (ข้อมูลดิบ) เช่น การเข้ารหัส, ASCII, Unicode, Data Compression- Application คือแอพพลิเคชั่นที่เรียกใช้ที่สามารถอำนวยความสะดวกในการใช้งานมีทั้งที่เป็น Command line, GUIแพ็คเกจข้อมูลในการส่ง Package ข้อมูลในชั้นบนจะถูกมองเป็นดาต้าในชั้นถัดไป เช่น ดังรูปด้านล่างสีเทาคือ Header ที่ปะในแต่ละชั้น Application
Transport
Internet
Network Access
-> 1010111100010…
ขั้นตอน◦แพ็คเกจข้อมูลที่สร้างจาก Application เรียกว่า Messages ◦มาในชั้น Transport จะถูกเข้าข้อมูลไว้เป็น Segment ซึ่งเป็นข้อมูลขนาดเล็กเรียกว่า User Datagram Protocol (UDP) ◦ข้อมูลในชั้น Internet จะบรรจุข้อมูลของ Datagram ในชั้น Transport และมีการส่งข้อมูลเรียกว่า Datagram หรือ Package ◦ข้อมูลที่ชั้น Network Access จะบรรจุ และทำการแปลงข้อมูลข้อมูลเรียกว่าเฟรม (Frame) ถ้าใช้เครือข่าย ATM ข้อมูลจะเรียกว่า (Cell)
การต่อเชื่อมเครือข่าย TCP/IP ดูอย่างเร็วๆสมมติว่าคุณใช้ FTP ในโอนถ่ายไฟล์ระบบจะตรวจสอบว่าเป็น TCP หรือ UDP ในที่นี้คือ TCP -> ส่งไปที่ Internet จะทำการปะตำแหน่งที่ติดต่อระหว่างต้นทางกับปลายทางที่เรียกว่า Logical Address -> ระบบติดต่อผ่านอุปกรณ์ต่างๆจะใช้การประกบกันของ Logical Address กับ Physical Address (ARP, RARP)ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ เราจะใส่เฟรมไม่เหมือนกัน
Network Infrastructure (70-291)
ขอข้อมูลเพิ่มติดต่อ information@itcompanion.co.th
หน้าแรก
1. เข้าใจเกี่ยวกับเครือข่าย Wi...
2. เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP
2.1 เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP
2.2 เข้าใจเกี่ยวกับ IP Address
2.3 การแบ่ง Subnetting และ Sup...
2.4 การติดตั้ง และกำหนดค่าติดต...
2.5 ปฏิบัติการกำหนดค่าติดตั้ง ...
3. เฝ้าดู และการแก้ปัญหาการเชื...
4. กำหนดค่า DNS Server และ Cli...
5. การวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน ...
6. เฝ้าดู และการแก้ปัญหา DNS
7. กำหนดค่า DHCP Servers และ C...
8. เฝ้าดู และการแก้ปัญหา DHCP
9. การหาเส้นทางใน Windows Serv...
10. การกำหนดค่า และการจัดการ R...
11. การจัดการ Network Security
12. การบำรุงรักษาโครงสร้างพื้น...
หน้าแรก > 2. เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP > 2.1 เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP ก่อนหน้า ต่อไป
2.1 เข้าใจเกี่ยวกับ TCP/IP
TCP/Ip เป็นโปรโตคอลพื้นฐานที่ใช้งานบน Windows networks และ Internet โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ลำดับชั้นคือApplication
Transport
Internet
Network Interface
ส่วนประกอบที่ทำงานใน TCP/IP คือชั้น Transport และ Internetการติดต่อ TCP/IP ในการวิ่งข้ามเครือข่ายระบบจะใช้การสร้างแพ็คเกจใหม่เมื่อมีการติดต่อ (ไม่ต้องสนใจอุปกรณ์ สนใจแต่ข้อมูล) การทำงานของ TCP/IP เป็นลำดับชั้นดูในตารางด้านล่างแบ่งการทำงานออกเป็นลำดับชั้น 4 ชั้นดังนี้Application รองรับการทำงาน การแก้ปัญหา เช่น File Transfer, Remote Control, Internet activities
Transport เป็นผู้รับผิดชอบ Flow Control, Error Control, Acknowledgement
Internet รองรับหมายเลขที่กำหนดเอง (Logical Address) เป้าหมายคือการติดต่อให้ถึงกับเครื่องที่ต้องการ ซึ่งจะมี Logical Address ที่จะแม็บกับ Physical Address
Network Access รองรับการต่อเชื่อมกับอุปกรณ์กายภาพ มีการกำหนดรูปแบบของข้อมูล และ Physical Address, รองรับ Error control ที่ส่งในเครือข่าย Physical
ในการติดต่อระดับ Application เมื่อมีการส่งข้อมูลลงมาจะมีการปะ Header ในแต่ละลำดับชั้น ผู้รับเมื่อได้รับข้อมูลก็จะทำการตรวจ Header และนำ Header ออกในแต่ละลำดับชั้นเพื่อดึงข้อมูลที่ติดต่อจริงๆTCP/IP กับ OSI Modelมาตรฐานการสื่อสารแบ่งเป็น 7 ชั้นซึ่งเรียกว่า Open System Interconnection (OSI) Model ในมาตรฐาน TCP/IP ก็ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับ OSI ซึ่งมีรูปเปรียบเทียบดังนี้TCP/IP Stack OSI Model
Application Application
Presentation
Session
Transport Transport
Internet Network
Network Access Data Link
Physical
- Physical เป็นการส่งข้อมูลในระดับสัญญาณไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้- Data Link เป็นชั้นเชื่อมต่อข้อมูลกับการส่งข้อมูลทางไฟฟ้า ซึ่งจะมีการกำหนด Logical Link หรือที่เราใช้คำว่า Frame เช่นแปลงเลขฐาน 2 ให้เป็น Start frame หรือ End of frame- Network รองรับ Logical Addressing และการ Routing- Transport ควบคุมข้อมูลทั้ง Error, และ Flow - Session บอกถึงเทคนิคการติดต่อ เช่น Simplex, Half Duplex, Full Duplex- Presentation แปลงข้อมูลในมาตรฐาน (ข้อมูลดิบ) เช่น การเข้ารหัส, ASCII, Unicode, Data Compression- Application คือแอพพลิเคชั่นที่เรียกใช้ที่สามารถอำนวยความสะดวกในการใช้งานมีทั้งที่เป็น Command line, GUIแพ็คเกจข้อมูลในการส่ง Package ข้อมูลในชั้นบนจะถูกมองเป็นดาต้าในชั้นถัดไป เช่น ดังรูปด้านล่างสีเทาคือ Header ที่ปะในแต่ละชั้น Application
Transport
Internet
Network Access
-> 1010111100010…
ขั้นตอน◦แพ็คเกจข้อมูลที่สร้างจาก Application เรียกว่า Messages ◦มาในชั้น Transport จะถูกเข้าข้อมูลไว้เป็น Segment ซึ่งเป็นข้อมูลขนาดเล็กเรียกว่า User Datagram Protocol (UDP) ◦ข้อมูลในชั้น Internet จะบรรจุข้อมูลของ Datagram ในชั้น Transport และมีการส่งข้อมูลเรียกว่า Datagram หรือ Package ◦ข้อมูลที่ชั้น Network Access จะบรรจุ และทำการแปลงข้อมูลข้อมูลเรียกว่าเฟรม (Frame) ถ้าใช้เครือข่าย ATM ข้อมูลจะเรียกว่า (Cell)
การต่อเชื่อมเครือข่าย TCP/IP ดูอย่างเร็วๆสมมติว่าคุณใช้ FTP ในโอนถ่ายไฟล์ระบบจะตรวจสอบว่าเป็น TCP หรือ UDP ในที่นี้คือ TCP -> ส่งไปที่ Internet จะทำการปะตำแหน่งที่ติดต่อระหว่างต้นทางกับปลายทางที่เรียกว่า Logical Address -> ระบบติดต่อผ่านอุปกรณ์ต่างๆจะใช้การประกบกันของ Logical Address กับ Physical Address (ARP, RARP)ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ เราจะใส่เฟรมไม่เหมือนกัน
โครงสร้างเครือข่ายพื้นฐานเพิ่มเติม
1.3 โครงสร้างเครือข่ายพื้นฐานเพิ่มเติม
เราสามารถที่ติดตั้งบริการ โปรโตคอล หรือลูกข่ายต่างๆใน Windows server 2003 เพิ่มได้ ซึ่งบางอย่างเป็นส่วนประกอบ บางอย่างเป็น Roles หรือบทบาทในเครื่องแม่ข่าย เช่น DNS, WINS, DHCP เป็นต้นการเพิ่มส่วนประกอบโดยดีฟอลท์ Windows Server 2003 จะมีหมายเลข IP และเป็น Workgroup มี NetBIOS ทำงานบน TCP/IP โดยบรอดคลาสให้เครื่องต่างๆติดต่อเข้ามาทั้งใช้แชร์ ความปลอดภัย การขอดูเครื่อง และการพิมพ์ ส่วนประกอบที่มีคือ Client for Microsoft Network กับ File and Printer Sharing for Microsoft Netw, TCP/IPเราสามารถที่ผูกกับ Clients, Services, Protocols อื่นๆได้โดยการคลิกปุ่ม Installการติดตั้ง Client Service for Netware ต้องมีการติดตั้ง NWLink (IPX) Protocol ก่อนเมื่อติดตั้งต้องมีการกำหนด Frame Types และ Network node ถ้าเลือก Autodetect จะได้เพียงหนึ่งเพิ่ม ถ้าต้องการมากกว่าหนึ่งให้กำหนด้วย Manual
ส่วนประกอบเครือข่ายอื่นๆเราสามารถติดตั้งได้โดยปที่ Add or Remove Programs ใน Control Panel > Add/Remove Windows Components > เลือกส่วนประกอบที่ต้องการซึ่งมี Management and Monitoring Tools, Network Services, Orther Network File and Print Services, และ Certificate Servicesภายในแต่ละส่วนประกอบหลักจะประกอบด้วยManagement and Monitoring Tools มี- Connection manager administration kit
- Connection Point Services
- Network Monitor tools
- Simple Network Management Protocol
- WMI SNMP Provider
ส่วนประกอบ Networking Services มี- Domain Name System (DNS)
- Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP)
- Internet authentication services
- RPC over HTTP Proxy
- Simple TCP/IP Services
- Windows Internet Name Service (WINS)
ส่วนประกอบ Other Network File and Print Services มี- File Servcies for Macintosh
- Print Services for Macintosh
- Print Services for UNIX
ส่วนประกอบ Certificate Servcies มี- Certificate Services CA
- Certificate Services Web Enrollment Support
ถ้าเราประกาศเครื่องเป็น Active Directory จะมีส่วนประกอบที่ติดตั้งคือ DNS ถ้าไม่มี DNS ก็จะติดตั้ง DNS Server ให้และมี Global Catalog ด้วย
เราสามารถที่ติดตั้งบริการ โปรโตคอล หรือลูกข่ายต่างๆใน Windows server 2003 เพิ่มได้ ซึ่งบางอย่างเป็นส่วนประกอบ บางอย่างเป็น Roles หรือบทบาทในเครื่องแม่ข่าย เช่น DNS, WINS, DHCP เป็นต้นการเพิ่มส่วนประกอบโดยดีฟอลท์ Windows Server 2003 จะมีหมายเลข IP และเป็น Workgroup มี NetBIOS ทำงานบน TCP/IP โดยบรอดคลาสให้เครื่องต่างๆติดต่อเข้ามาทั้งใช้แชร์ ความปลอดภัย การขอดูเครื่อง และการพิมพ์ ส่วนประกอบที่มีคือ Client for Microsoft Network กับ File and Printer Sharing for Microsoft Netw, TCP/IPเราสามารถที่ผูกกับ Clients, Services, Protocols อื่นๆได้โดยการคลิกปุ่ม Installการติดตั้ง Client Service for Netware ต้องมีการติดตั้ง NWLink (IPX) Protocol ก่อนเมื่อติดตั้งต้องมีการกำหนด Frame Types และ Network node ถ้าเลือก Autodetect จะได้เพียงหนึ่งเพิ่ม ถ้าต้องการมากกว่าหนึ่งให้กำหนด้วย Manual
ส่วนประกอบเครือข่ายอื่นๆเราสามารถติดตั้งได้โดยปที่ Add or Remove Programs ใน Control Panel > Add/Remove Windows Components > เลือกส่วนประกอบที่ต้องการซึ่งมี Management and Monitoring Tools, Network Services, Orther Network File and Print Services, และ Certificate Servicesภายในแต่ละส่วนประกอบหลักจะประกอบด้วยManagement and Monitoring Tools มี- Connection manager administration kit
- Connection Point Services
- Network Monitor tools
- Simple Network Management Protocol
- WMI SNMP Provider
ส่วนประกอบ Networking Services มี- Domain Name System (DNS)
- Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP)
- Internet authentication services
- RPC over HTTP Proxy
- Simple TCP/IP Services
- Windows Internet Name Service (WINS)
ส่วนประกอบ Other Network File and Print Services มี- File Servcies for Macintosh
- Print Services for Macintosh
- Print Services for UNIX
ส่วนประกอบ Certificate Servcies มี- Certificate Services CA
- Certificate Services Web Enrollment Support
ถ้าเราประกาศเครื่องเป็น Active Directory จะมีส่วนประกอบที่ติดตั้งคือ DNS ถ้าไม่มี DNS ก็จะติดตั้ง DNS Server ให้และมี Global Catalog ด้วย
เครือข่ายกับส่วนประกอบดีฟอลท์ใน Windows Server 2003
1.2 เครือข่ายกับส่วนประกอบดีฟอลท์ใน Windows Server 2003
การดู Network Connectionsเราสามารถที่ให้ระบบปฏิบัติการตรวจสอบส่วนประกอบเครือข่ายได้ด้วย เครื่องมือ Network connections ที่อยู่ใน Control Panelโดยดีฟอลท์ค่าที่กำหนดการเชื่อมต่อจะไม่อนุญาตเครือข่ายทำการสื่อสาร และมีการติดตั้งส่วนประกอบ Network clients, Services, และ Protocol ที่เกี่ยวข้อง เช่น Network Load Balancing จะติดตั้งแต่ไม่ได้เช็กบ็อกซ์ให้ทำงาน หรือ QoS Packet Scheduler ไม่ได้ติดตั้ง และ Client Service for Netware การดูค่ากำหนดในขั้นสูงเราสามารถที่ไปที่ใน Network Connections และไปเลือกเมนู Advanced กำหนดค่า Advanced Settingsในที่นี้เราสามารถที่กำหนด- การผูก ระหว่าง Protocol กับ Services ทั้ง Client และ Server- การกำหนดลำดับ การทำงานเช่น Network Provider หรือ Printer Providerค่ากำหนดดีฟอลท์สำหรับ TCP/IPเราเข้าไปดูค่าคุณสมบัิติของ TCP/IP โดยไปที่ Internet Protocol (TCP/IP) Properties ซึ่งค่าที่กำหนดจะเป็น Obtain an IP address ซึ่งการได้หมายเลข IP จะได้จาก DHCP Server ถ้าไม่มีก็จะกำหนดหมายเลข Automatic Private IP Addressing (APIPA)APIPA
เป็นฟีเจอร์ที่กำหนดเพื่อให้เครื่องในเครือข่ายเดียวกันได้หมายเลข IP ติดต่อถึงกันโดยไม่จำเป็นต้องมี DHCP Server ค่าที่ได้คืือ 169.254.0.1-169.254.25.254ตรวจสอบได้ด้วยคำสั่ง IPconfig /all ใน Command Prompt ค่า APIPA นี้เป็นค่าที่ตกลงกันในเครือข่าย Internet โดย IANA ซึ่งเมื่อได้รับหมายเลขแล้วค่า Defautl Gateway, DNS, WINS จะไม่กำหนดให้ด้วยการไม่อนุญาตให้ใช้ APIPA เราสามารถไปที่แท็บ Alterante Configuration เพื่อกำหนดแก้ไขได้ ถ้าต้องการไม่อนุญาตให้ไปที่ RegistryIPAutoconfigurationEnabled กำหนดเป็น 0 ในชนิดข้อมูล DWORD ตำแหน่ง HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\Tcpip\Parameters\Interfaces\interface และรีสตาร์ทเครื่องถ้ากำหนด Disable หลายการ์ดให้ไปแค่ HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\Tcpip\Parametersการแก้ปัญหา APIPA - เครื่องที่รองรับความสามารถนี้คือระบบปฏิบัติการตั้งแต่ Windows 98 ขึ้นไป- ตรวจสอบโดยคำสั่ง IPconfig /all- ต้องการค่าหมายเลขใช้ IPconfig /renew เป็นการส่งคำร้องขอเพื่อต่ออาุยุ หรือขอหมายเลข IP จาก DHCP ถ้าไม่มี DHCP Server ก็จะได้หมายเลขในช่วง APIPA- ถ้าไม่ได้แม้กระทั่งใช้ Ipconfig /renew ให้ใช้ ipconfig /release และ /renew ใหม่ถ้ายังไม่ได้ให้ตรวจสอบฮาร์ดแวร์ที่กำหนด- เราสามารถกำหนดหมายเลข IP ได้โดยไม่จำเป็นที่ใช้ APIPA ด้วยแท็บ Alternate Configuration
ค่าดีฟอลท์เครือข่าย และ Workgroupโดยปกติ Windows Server 2003 จะกำหนดชื่อ Workgroup ว่า "Workgroup" เพื่อใช้งานใน NetBIOS ถ้าทำงานบน TCP/IP เรียกว่า NetBT (NetBIOS over TCP/IP) ซึ่งหลักการที่กำหนดเป็น Workgroup นี้ไม่มีเครื่องที่เป็นส่วนกลาง ทุกเครื่อสามารถที่ติดต่อถึงกันและกันได้ โดยรองรับ CIFS protocol ทำงานบน DNSโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย Windows Server 2003 และการ RoutingWindows Server 2003 เมื่อติดตั้งจะยังไม่สามารถที่ Routing ได้ต้องติดตั้ง Routing and Remote Access Service และทำการ Enable เพื่อใช้งานเครื่องที่ติดตั้งหลาย Network Card เรียกว่า Multihomed
1.2.1 สาธิตการดู Network Connections
ดูหัวข้อ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
D01_01_Networkconnection.avi
1.2.2 สาธิต APIPA
ดูหัวข้อ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
D01_02_APIPA.avi
1.2.3 สาธิต IPconfig
ดูหัวข้อ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
D01_03_Ipconfig.avi
การดู Network Connectionsเราสามารถที่ให้ระบบปฏิบัติการตรวจสอบส่วนประกอบเครือข่ายได้ด้วย เครื่องมือ Network connections ที่อยู่ใน Control Panelโดยดีฟอลท์ค่าที่กำหนดการเชื่อมต่อจะไม่อนุญาตเครือข่ายทำการสื่อสาร และมีการติดตั้งส่วนประกอบ Network clients, Services, และ Protocol ที่เกี่ยวข้อง เช่น Network Load Balancing จะติดตั้งแต่ไม่ได้เช็กบ็อกซ์ให้ทำงาน หรือ QoS Packet Scheduler ไม่ได้ติดตั้ง และ Client Service for Netware การดูค่ากำหนดในขั้นสูงเราสามารถที่ไปที่ใน Network Connections และไปเลือกเมนู Advanced กำหนดค่า Advanced Settingsในที่นี้เราสามารถที่กำหนด- การผูก ระหว่าง Protocol กับ Services ทั้ง Client และ Server- การกำหนดลำดับ การทำงานเช่น Network Provider หรือ Printer Providerค่ากำหนดดีฟอลท์สำหรับ TCP/IPเราเข้าไปดูค่าคุณสมบัิติของ TCP/IP โดยไปที่ Internet Protocol (TCP/IP) Properties ซึ่งค่าที่กำหนดจะเป็น Obtain an IP address ซึ่งการได้หมายเลข IP จะได้จาก DHCP Server ถ้าไม่มีก็จะกำหนดหมายเลข Automatic Private IP Addressing (APIPA)APIPA
เป็นฟีเจอร์ที่กำหนดเพื่อให้เครื่องในเครือข่ายเดียวกันได้หมายเลข IP ติดต่อถึงกันโดยไม่จำเป็นต้องมี DHCP Server ค่าที่ได้คืือ 169.254.0.1-169.254.25.254ตรวจสอบได้ด้วยคำสั่ง IPconfig /all ใน Command Prompt ค่า APIPA นี้เป็นค่าที่ตกลงกันในเครือข่าย Internet โดย IANA ซึ่งเมื่อได้รับหมายเลขแล้วค่า Defautl Gateway, DNS, WINS จะไม่กำหนดให้ด้วยการไม่อนุญาตให้ใช้ APIPA เราสามารถไปที่แท็บ Alterante Configuration เพื่อกำหนดแก้ไขได้ ถ้าต้องการไม่อนุญาตให้ไปที่ RegistryIPAutoconfigurationEnabled กำหนดเป็น 0 ในชนิดข้อมูล DWORD ตำแหน่ง HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\Tcpip\Parameters\Interfaces\interface และรีสตาร์ทเครื่องถ้ากำหนด Disable หลายการ์ดให้ไปแค่ HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\Tcpip\Parametersการแก้ปัญหา APIPA - เครื่องที่รองรับความสามารถนี้คือระบบปฏิบัติการตั้งแต่ Windows 98 ขึ้นไป- ตรวจสอบโดยคำสั่ง IPconfig /all- ต้องการค่าหมายเลขใช้ IPconfig /renew เป็นการส่งคำร้องขอเพื่อต่ออาุยุ หรือขอหมายเลข IP จาก DHCP ถ้าไม่มี DHCP Server ก็จะได้หมายเลขในช่วง APIPA- ถ้าไม่ได้แม้กระทั่งใช้ Ipconfig /renew ให้ใช้ ipconfig /release และ /renew ใหม่ถ้ายังไม่ได้ให้ตรวจสอบฮาร์ดแวร์ที่กำหนด- เราสามารถกำหนดหมายเลข IP ได้โดยไม่จำเป็นที่ใช้ APIPA ด้วยแท็บ Alternate Configuration
ค่าดีฟอลท์เครือข่าย และ Workgroupโดยปกติ Windows Server 2003 จะกำหนดชื่อ Workgroup ว่า "Workgroup" เพื่อใช้งานใน NetBIOS ถ้าทำงานบน TCP/IP เรียกว่า NetBT (NetBIOS over TCP/IP) ซึ่งหลักการที่กำหนดเป็น Workgroup นี้ไม่มีเครื่องที่เป็นส่วนกลาง ทุกเครื่อสามารถที่ติดต่อถึงกันและกันได้ โดยรองรับ CIFS protocol ทำงานบน DNSโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย Windows Server 2003 และการ RoutingWindows Server 2003 เมื่อติดตั้งจะยังไม่สามารถที่ Routing ได้ต้องติดตั้ง Routing and Remote Access Service และทำการ Enable เพื่อใช้งานเครื่องที่ติดตั้งหลาย Network Card เรียกว่า Multihomed
1.2.1 สาธิตการดู Network Connections
ดูหัวข้อ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
D01_01_Networkconnection.avi
1.2.2 สาธิต APIPA
ดูหัวข้อ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
D01_02_APIPA.avi
1.2.3 สาธิต IPconfig
ดูหัวข้อ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
D01_03_Ipconfig.avi
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)